วงการฟุตบอลของไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคของความเจริญก้าวหน้าอย่างสุดขีด ถึงแม้จะไม่ได้และไม่มีหวังไปแข่งบอลโลก แต่การแข่งขันฟุตบอลไทยในแต่ละนัดนั้น จะเป็นที่จับตามองของนานาอารยประเทศ เพราะคนดูต่างเฝ้ารอการแข่งขันฟุตบอลไทยทุก ๆ นัด อันเนื่องจากเป็นกีฬาที่ผสมผสานระหว่างช่วงชิงลูกฟุตบอล เพื่อนำไปเตะเข้าประตูของฝ่ายตรงข้าม และยังประยุกต์เอาศิลปะป้องกันตัวเขามาร่วมในการแข่งขันด้วย
หากเมื่อมีเหตุที่นักเตะต้องมีการปะทะกัน (ตามลักษณะของการแข่งขันกีฬาที่คู่แข่งขันต้องมีการแตะเนื้อต้องตัวกัน) นักเตะของไทยจะต้องมีการอัญเชิญ "
เทพเจ้าแห่งการต่อสู้" เข้าประทับทรงทันที ซึ่งเทพเจ้าแ่ห่งการต่อสู้นี้ จะเข้าห้ำหั่นผู้ที่อยู่ใกล้เคียงกับ "
ร่างทรง" ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม กรรมการผู้ตัดสิน กองเชียร์ของฝ่ายตรงข้าม หรือ แม้กระทั่ง กับผู้ร่วมทีมของ "
ร่างทรง"
ดังนั้น คนดูทั่วโลกต่างพยายามจับตาดูการแข่งขันของฟุตบอลไทยตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะต้องคอยจับตาดูฉากของนักฟุตบอลที่ประทับทรง "
เทพเจ้าแห่งการต่อสู้" เข้าห้ำหั่นกับคู่ต่อสู้ ซึ่งหากมีนักฟุตบอลที่ได้อัญเชิญ "
เทพเจ้าแห่งการต่อสู้" มาประทับทรงแล้วคนนึง จะทำให้ "
เทพเจ้าแห่งการต่อสู้" องค์อื่น ๆ ได้ทะยอยเข้าประทับนักฟุตบอลคนอื่น ๆ ด้วย หรือบางครั้งหาก "
เทพเจ้าแห่งการต่อสู้" องค์อื่น ๆ อยู่ว่าง ๆ ไม่ได้ประกอบพิธีกรรมอะไร ก็จะพากันเสด็จมาประทับทรงต่อกองเชียร์ของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเข้าห้ำหั่นกัน (จากการแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกฟุตบอล ก็จะกลายเป็นสงครามที่แย่งชิงเลือดเนื้อและชีวิตของกันและกัน)
แต่ก็มีคนดูหลายคน ที่ไม่มีความสนใจกีฬาฟุตบอลเลยแม้แต่น้อย แต่สนใจในศิลปะการต่อสู้ จึงต้องรีบจอง/ซื้อบัตรชมการแข่งขันฟุตบอลไทย เพื่อให้ได้อยู่ชิดติดสนาม จะได้จับตาดูการประทับทรงของ "
เทพเจ้าแห่งการต่อสู้" ได้ทันท่วงที เพื่อจะได้เห็นเลือดกระเซ็น ปากแตก หัวแตก ขาหัก ได้อย่างชัดเจน
ไม่มีประเทศใดในโลกอีกแล้ว ที่ผนวกเอากีฬา 2 อย่าง รวมเข้าไว้เป็นกีฬา 1 อย่าง นั่นก็คือ "
มวยฟุตบอลไทย"